Artist or Musician

posted on 26 Oct 2009 22:51 by nanofarm

มีคนเคยบอกไว้ว่าดนตรีเปรียบเสมือนแฟร์ชั่น มันก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย

มีการประยุกต์เพื่อให้เกิดอะไรใหม่ๆเสมอ

          เป็นประโยคหนึ่งประโยคที่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อย คอยทำตามความฝันที่พรั่งพรูเหนือสิ่งอื่นใดมาหยุดยั้ง และไม่รู้อนาคตว่าเมื่อถึงวันนี้ไม่มีโอกาสกลับไปทำเยี่ยงนั้นได้อีก การได้ยินจากปากผู้ที่เป็นรุ่นพี่ที่มากประสปการณ์ทางดนตรีคนหนึ่งกล่าวเอาไว้เมื่อตอนที่ยังบ้าคลั่งกับ Heavy Metal โดยไม่เคยคิดว่าดนตรีแนวที่เรายึดถือเป็นแนวทางจะมาแปรสภาพไปตั้งแต่ปี คศ.กระดิกเป็นปี 2000 กลายเป็นกระแส Modle Rock เน้นจังหวะที่เร้าใจดุดันบวกกับซาวด์เครื่องดนตรีใหม่ๆที่นำมาผสมผสานได้อย่างปฎิเสธไม่ได้ว่าความเป็นแนว ROCK ได้วิวัฒนาการไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามมันยังคงความเป็น Rock อยู่ แค่แปรรูปให้ดูล้ำหน้าไม่ซ้ำใครไปอีกขั้นจนซ้ำซากจำเจในปัจจุบันในที่สุด

          ยุคของกีตาร์ฮีโร่ได้หมดลงไปจากคนรุ่นหลังไปแล้วหรือนี่!!! คำตอบที่ยังพบเจอคือ ไม่ใช่..ยังมีกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่เริ่มเล่นดนตรีและนำสิ่งเก่าๆมาเล่าเรื่องใหม่โดยการศึกษาถึงกลไก และความซับซ้อนทางดนตรีในยุคอดีตจนซึมลึกลงไปในสายเลือดกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Basic แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่ย่อมต้องก้าวข้ามคนรุ่นเก่าเสมอๆไม่เช่นนั้นแล้วการพัฒนาจะหยุดลงทันที  ผมรู้สึกปิติเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่อายุยังไม่ถึง 15-16 หันไปแกะเพลงเรียนรู้จากวงดนตรีเก่าๆสมัยที่บุพการีพวกเขายังละอ่อนอยู่ การเรียนรู้เพื่อความเข้าใจในดนตรีไม่ว่าจะสายไหนก็แล้วแต่เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับความคิดใหม่ๆของตนเองนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง  เรียนรู้ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งและเมื่อนำมาใช้ให้ลืมมันไปให้หมด  (ประโยคดังกล่าวผมแอบนำมาใช้จาก บทความของ อาจารย์ ปราช อรุณรังษี) ทำไมเมื่อนำมาใช้จึงต้องลืมมันให้หมดล่ะ  ก็เพราะว่าเมื่อนำมาใช้จริงมันควรจะออกมาจากความรู้สึกที่สั่งให้บรรเลงโดยอัตโนมัตตามสัญชาตญาณมากกว่ามานั่งวิตกกังวล นั่นคือปรัชญาอย่างหนึ่งฟังแล้วคล้ายๆกับเคร็ดหมัดไทเก็กยังไงยังงั้น แต่มันควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะสิ่งนั้นทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Improvise แปลเป็นฉบับเข้าใจง่ายๆว่า การมั่วอย่างถูกต้องตามทฤษฏีนั่นเอง

          เอาล่ะเราพูดถึงแนวทางการเป็นนักดนตรีที่มีทั้งผู้ประสบความสำเร็จและหายตายจากกันไปแล้ว  ทีนี้เรามาพูดถึงตัวแปรของแฟร์ชั่นที่เข้ามาทำลายวงจรเหล่านี้กันเสียที  ด้วยความเป็นแฟร์ชั่นใน Style ของศิลปะ มีช่องว่างมากเกินไปทำให้ความเป็น Marketing มีบทบาทเข้ามาแปรสภาพมันอีกครั้ง ที่ผมจะพูดหมายถึงในประเทศโลกที่สามประเทศนี้   การโปรโมทเพลงของต้นสังกัดแต่พองามนั่นเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อให้ผลงานของศิลปินได้กระจายสู้ผู้ฟังจนเกิดกลุ่ม FC ขึ้น(ไม่ใช่สโมสรฟุตบอลครับ) เมื่อเกิด FC ย่อมเกิดรายได้ เมื่อเกิดรายได้ต้นสังกัดได้กำไร <<<มันคือกลไกที่ถูกต้อง  แต่สิ่งไม่ถูกต้องคือในปัจจุบันมีแต่โปรโมทจนเกินงาม เกินกว่าคุณภาพของศิลปินที่ดีแต่กายหยาบที่สุดแสนเพอร์เฟคแต่หาความเป็นศิลปินไม่ได้  ไม่ได้มีแนวคิด  ไม่ได้มีจิตวิญญาณ  ไม่ได้มีแม้กระทั่งความตั้งใจจริงๆที่จะสร้างสรรค์ผลงาน  ทุกอย่างผ่านการสุ่มของมือทองไปควานหาตามสถานแหล่งรวมวัยรุ่นแนวๆที่ทำตัวทันสมัยแต่ความคิดความอ่านไม่พัฒนาย่านกลางเมือง สิ่งที่ได้มาคือ หนุ่ม หรือสาว ที่หน้าตาน่ารัก หล่อเท่ มาขัด มาเกลา มาอบรม ดันๆๆๆๆๆ กันจนคิดว่าคนนี้แหละขายได้ อ่าว...จริงๆ เขาคิดกันอย่างนี้แหละ ขายได้ ขายไม่ได้  จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบุคคลผู้มีอำนาจมอบโอกาสสู่คนอื่นๆ คิดแค่ว่า ขายได้  ขายไม่ได้   โครงการสำหรับผู้กล้าล่าฝันทั้งหลายแหล่เพื่อเฟ้นนักร้องหน้าใหม่ที่มีกลไกทางตลาดหลอกใครต่อใครให้โหวตตุ๊กตา 1 ตัวได้โอกาสนั้นไปในที่สุดมันเป็นธรรมแล้วรึ ผมไม่อยากเชื่อว่าในบันดา 8-10 คนที่ยืนอยู่บนเวทีแห่งนั้นจะหาใครที่มีความสามารถกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว  เยอะครับคนร้องเพลงดีกว่านี้เป้นหมื่นๆคนครับ เน้นครับเป้นหมื่นๆคน แต่เขาขายไม่ได้เลยกลายเป็นคนร้องเพลง

          และมีคนๆนึงซึ่งบุคคลๆนี้เป็นโปรดิวเซอร์ค่ายยักใหญ่ค่ายหนึ่งในประเทศโลกที่สามนี้บอกผมว่ารู้ไหมว่า ศิลปิน ต่างกับ นักดนตรี อย่างไร  คำตอบที่ได้ฟังคือ  " ศิลปินคือคนที่เป็น idol  มีอิทธิพลต่อประชาชน แต่นักดนตรีคือคนที่แค่คนเล่นดนตรี "  ด้วยประโยคนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าผมคิดผิดมาโดยตลอดใช่ไหมว่าอะไรคืออะไร การฟังจากคนที่แก่กว่าก็ไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป  สิ่งเหล่านี้ยิ่งกลับมาตอบตัวของผมเองว่า ไม่ใช่หรอก!!!  ศิลปินคือคนที่เดินบนเส้นทางตามอุดมการณ์ มีวิถีในงานศิลปะของตัวเองต่างหาก นักดนตรีธรรมดาๆก็เป็นศิลปินได้  หากแต่ว่าตุ๊กตาหลายๆตัวที่พยามยามทำให้มันเป็นศิลปินต่างหากเล่า ที่มันไม่ใช่ศิลปินแต่มันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตีตราว่าศิลปิน นี่แหละที่ทำให้คิดได้ว่าจุดล้มเหลวของวงการเพลงไทยมันคือสิ่งเล็กๆตรงนี้แหละ วงดนตรีดังๆมากมายนำเพลงฝรั่งดีๆมาดัดแปลงเป้นเพลงของตัวเอง ทั้งซาวด์ อารมณ์และสัดส่วนของเพลงนั้นๆแทบจะถอดออกมาจากต้นฉบับ แต่ก็มีคำแก้ต่างว่า เฮ๊ย! ดนตรีก็มีโน๊ตแค่นี้แหละมันวนเวียนไปมาได้ๆ เข้าใจนะว่าเพลงที่เราชื่นชอบควรค่ายิ่งให้เป็นแรงบันดาลใจ แต่ไม่ใช่การลอกเลียน บทเพลงเหล่านี้โด่งดังมากในกลุ่มส่วนใหญ่ของประเทศนี้ คนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยฟังเพลงแนวแปลกๆจากต่างประเทศ คนส่วนใหญ่ที่โลกทัศน์ในการฟังเพลงแคบ  หรือบางศิลปิน Coppy แม้กระทั่งเพลงตัวเอง ช่างน่าขำเสียจริงๆ จนเกิดคำว่า "เพลงขยะ" คนกลุ่มหนึ่ง Anti เพลงพวกนี้และหันไปสนใจกับเพลงที่ทำโดยไม่หวัง marketing หรือที่เราเรียกกันตามภาษาวัยรุ่นว่าแนว INDY

          คำว่า INDY ไม่ได้อนุมานว่าเป็นแนวเพลง ซึ่งหลายๆคนเข้าใจผิด จะเป็นแนวไหนก็ได้ Rock Pop Jazz Funky Emo ได้หมดแต่ว่าคำๆนี้มันมาจากคำว่า Independent มีความหมายว่า อิสระ นั่นหมายถึงการทำเพลงอย่างไร้ซึ่งข้อกำหนด อยากทำอะไรก็ทำ อยากใส่ไรก็ใส่ ตามความคิดของตัวเองโดยไม่สนใจว่าขายได้หรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งคือคนแค่ไม่กี่กลุ่มที่ฟังพวกเขาแล้วเข้าใจว่าต้องการสื่ออะไรให้เห็น ให้ได้ยิน ให้สัมผัส ถ้าจะให้ความหมายของคำๆนี้ว่าบ่งบอกอะไร คำตอบคือ "อุดมการณ์"  ในยุคแรกๆของ Indy มันยังมีอุดมการณ์อยู่  แต่ผ่านมาจนปี 2009 ครับ Indy แปรสภาพไปอีกแล้วเมื่อวายร้ายตัวเก่าเหยียบเข้ามา มันคือ Marketing    สิ่งๆนี้เข้ามาทำให้มุมมองเปลี่ยนไปมันคือคำที่เมื่อไปใช้ในอะไรก็ตามมันขายได้ หลายวงๆที่ไปดูการเล่นสดมาให้ตายเถอะไม่อยากเชื่อว่า นอกจากมันแต่งตัวมี Style และหน้าตาดีแล้ว อะไรที่ทำให้ได้มาเป็นศิลปิน ดูๆไปแล้วอารมณ์เหมือนคุณจับเด็กน้อยตัวจ้อยๆที่ตีเป็นอยู่ 4 คอร์ด ทำซาวด์รกๆเล่นอะไรไม่ชัดเจนซาวด์บนเวทีตีกันนัวมั่วซั่วไปหมด มาเหวี่ยงกีตาร์ไปมาเพื่อสร้าง movement และถอด Look มาจากวงประเทศอังกฤษยังไงยังงั้น  วงแบบนี้เกลื่อนมากในยุคนี้ ไม่มีคุณภาพ ไม่มีอะไรที่ดูแล้วมีคุณค่า มีแต่คำว่าขายได้ กับขายไม่ได้เท่านั้น  สิ่งเหล่านี้แหละคือตัวป่วนกระแสศิลปะเป็นเงินตรา เปลี่ยนศิลปินเป็นผลิตภัณฑ์ มันฝังร่างลึกเกินกว่าจะถอน ฝังลงไปในจิตของคนส่วนใหญ่ซะแล้ว

          อะไรๆก็เปลี่ยนไปหมด มุมมองคุณอาจจะมองว่าดีแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่นี่ อาจเป็นผมต่างหากที่ใจแคบกับสิ่งใหม่ๆกับอะไรที่เปลี่ยนไปจนเราตามไม่ทัน อะไรที่รสนิยมเปลี่ยนไปแต่ความคิดไม่เคยพัฒนา มีประโยชน์อะไรที่เปลี่ยนไปแค่กายหยาบเท่านั้น คนเรานั้นจะอยู่อย่างเป็นคนโดยสมบูรณ์ได้อย่างไรหากขาดซึ่งวิถีความเป็นตัวเอง เงินรึที่ซื้อคุณได้ คำตอบนั้น คุณเป็นคนเลือก มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่หาโอกาสให้ตัวเองเลือกเสมอ แต่มนุษย์ก็เป็นเผ่าพันธ์เดียวเช่นกันที่เลือกเดินผิดทุกครั้งที่มีโอกาสจนทำให้ทุกอย่างที่สร้างมันถูกทำลาย

เมื่อตื่นลืมตา!!!

posted on 16 Oct 2009 12:56 by nanofarm

เมื่อแสงตะวันสาดส่องมายังดวงตาที่ปิดเกือบ 7 ชั่วโมงได้เปิดรับสิ่งใหม่ในวังวนเดิมๆ ช่างเป็นวัฎจักรอันแสนจำเจ

 ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังนั่งทำใจอยู่บนเตียงของเขาเพื่อรวบรวมความกล้าที่จะลุกขึ้นไปเตรียมตัวสู้ศึกของวันนี้ ภาวนากับตัวเองและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันนี้ทุกอย่างจะเรียบร้อย ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่อยากให้มันเป็น แต่แล้วสิ่งที่พบที่เจอแต่ละครั้งแต่ละวัน มันช่างน่าสมเภชจริงๆ ใครๆก็ทำเหมือนตัวเขาไม่มีค่าอันใดที่จะยืนอยู่บนสังคมอันเน่าเฟ๊ะแห่งนี้ได้ ความมั่นใจที่มีมาแต่กำเนิดค่อยๆลดลงตามระดับจนไม่เหลือความเชื่อมั่นในสิ่งใด

เคยมีหลายๆคนบอกเอาไว้ว่าคนเราอย่าดูกันที่ภายนอก ซึ่งใครๆก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นจากภายนอกนั้นมันล้วนไม่จริงเสมอไป แต่จะปฏิเสธได้ไหมว่าแม้รู้ทั้งรู้ว่าเป็นแบบนั้นเราเองก็ยังตัดสินกันที่ภายนอกอยู่ดี ยกตัวอย่างมีคนสอง 2 เดินมาหาคุณชื่อ A กับ B  คนชื่อ A ทำหน้าทำตาเหมือนคนเครียดๆเหงื่อโทรม และพูดจากระโชกโฮกฮาก แต่ไม่ได้คิดอะไรมาถามคุณว่า "เพ่...มีไรให้ช่วยป่ะ เนี่ย มีไรก็บอกนะไม่งั้นผมกลับละนะ" กับ B เดินเข้ามาพูดจาไฟเราะมาก แต่ในใจโคตรจะไม่อยากช่วยอะไรเราเลยพูดมาว่า "ขอโทดนะครับพี่ มีอะไรให้ผมช่วยก็ส่งมาได้เลยนะครับ" ถ้าเป็นคุณ หรือใครๆคงชอบแบบหลัง เพราะว่าเราไม่รู้หรอกว่าภูมิหลังหรือภายในใจเขาคิดอะไร เราจะยอมรับและเชื่อกับสิ่งที่เราเห็นเท่านั้น

ในสังคมแห่งนี้บ่อยครั้งที่อาจจะพบคนที่เหมือนฟังทุกอย่างที่คุณพูดพะยักหน้าทุกครั้งที่มีการสนทนา แต่สังเกตุดีๆเขาอาจแทบจะไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำว่าเราพูดอะไรเพียงเพราะคำว่ามารยาท หรือ อาจจะมาจากรากศัพท์ที่ว่า มายา ก็เป็นได้ บ่อยครั้งที่ความคิดของคุณเหมือนเป็นขยะ...คำว่าขยะในที่นี้ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีประโยชน์นะ แต่มันสร้างเป็นเม็ดเงินไม่ได้ สังคมเลยตีว่ามันคือขยะ ในวังวนที่เรากำลังทำตัวเหมือนเครื่องจักรเดินไปเป็นกลไกอย่างกับว่ามีใครมาวางโปรแกรมไว้ คิดๆๆๆๆๆอะไรก็ได้เพื่อเม็ดเงิน ใช่แล้วเราปฏิเสธไม่ได้วาเม็ดเงินนั้นไม่ได้สำคัญ มันสำคัญแต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เราลืมคำว่าครอบครัวไปโดยไม่รู้ตัว เพื่อถึงจุดสูงสุดจำเป็นต้องทำร้ายผู้อื่นหรือ เปล่าเลยคำตอบมันไม่ใช่ แต่ทั้งๆที่เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่แต่เราเองก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเราก็ทำทั้งที่เราไม่รู้ตัว และรู้ตัวดีที่สุด ในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศนี้ (ซึ่งความเป็นจริงความหมายก็คือประเทศด้วยพัฒนา) ผู้คนกำลังอัพเกรดตัวเองไปสู่ด้านวัตถุยิ่งตามทันโลกเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ดูเหมือนว่าตัวเองก้าวล้ำนำสมัยอย่างนั้นหรือ คำตอบคือ "ใช่" แต่แค่เปลืองนอก ด้านความคิดความอ่านยังไม่ได้พัฒนาไปตามสิ่งที่ใช้ แนวคิดที่ได้ดำเนินชีวิตยังขาดความถูกต้อง ในยุคของ IT โลกกำลังมาแรง เราใช้เทคโนโลยีราวกับว่ารู้จักมันดี แต่ลองดูให้ดีเราใช้มันเป็ฯประโยชน์กับตัวเรากี่% โทรศัพท์มือถือรุ่นต่างๆที่เป็ฯ 3G หรือรองรับระบบ wifi ทรัชสกรีน หรือแม้แต่กำลังฮิตสุดๆเช่น BB นำไปใช้ในเรื่องของ Business เท่านั้นหรือ คำตอบของมันในประเทศนี้เพียง 5% อีก 45% เพื่อแชทติดตามข่าวสารที่ไม่ได้มีความสำคัญกับชีวิต แต่เราพยายามคิดว่ามันสำคัญและจำเป็น ส่วนอีก 50% เพื่อความเท่...ไร้สาระเป็นที่สุด เพื่อสังคมเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายกลายเป็นระบบมาตรฐานสังคม คนผู้ไม่อยากที่จะตามมันดันกลับดูๆแล้วด้วยพัฒนาไม่ล้ำสมัยโดยปริยาย เห็นแล้วเหนื่อยแต่ทำอะไรไม่ได้ ทำไมเราต้องทำตัวเหมือนเยี่ยงทาสของมันด้วยนะเราไม่ได้ถูฏบังคับนี่นา แต่เราเต็มใจที่จะเป็นทาสของมัน

พูดถึงเม็ดเงินเป็นตัวแปลที่ทำให้หลายๆคนที่เคยมีอุดมการณ์หล่อเลี้ยงชีวิตที่แสนจะทรนงนั้นกับสูญสิ้น ทิ้งมันไว้ด้านหลังหวังสิ่งที่จะได้ตอบแทนเป็นสิ่งที่จับจ่ายใช้สอยได้ และได้เลยเถิดไปถึงจรรยาบรรณซะงั้น เราจะสังเกตุได้จาก นิติยสารเกี่ยวกับดาราทั้งหลายแหล่ ผมเป็นคนๆนึงที่จบสาขานิเทศศาสตร์ ประชาสัมพันธ์ ที่ว่าโดยหลักๆแล้วหมายถึง "การติดต่อสื่อสารระหว่างองค์กรกับมวลชนด้วยสัมพันธ์อันดี" จะให้ตีความหมายคือการสื่อสารเรื่องราวในแง่บวก และเป็นความจริงเป็นที่ตั้งเพื่อกระจายข่าวสารไปยังประชาชน แต่ปัจจุบันห่าใช่แบบนั้นไม่ หลายๆครั้งเจอแต่ข่าวที่เป็นเท็จ เส้นสาย ผลประโยชน์ หรือพวกนิติยสารที่กล่าวมาข้างต้นได้ดำรูปภาพที่ไม่ควรขึ้นปกมาลงด้วยซ้ำเช่น ดารา ชื่อเล่น อ. นั่งกระโปรงสั้นเห็นของลับ หรือดาราสาววัยรุ่นนั่งก้มเห็นเนินอก ถามว่าตากล้องที่ไปถ่ายภาพดาราเหล่านั้นเป็นไปได้เหรอที่จะมีรูปแบบนั้นเพียงรูปเดียว มีเยอะแยะให้เลือกสรรค์ถึงความเหมาะสม แต่ไฉนถึงผู้บริหารหนังสือเล่มนั้นจึงเห็นสมควรว่าน่าจะเอาภาพนั้นลง คำตอบน่าจะเป็นเรื่องของการดึงดูดคนมาสนใจ ยิ่งดึงดูดก็ยิ่งสร้างเม็ดเงินได้มหาศาล

หรือแม้แต่กระทั่งอาชีพหมอ...หลายๆคนคงสงสัยว่าทำไมหมอสมัยนี้มันเหมือนไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากบอกสั่วๆแล้วจัดยาที่บ้านเราก็มีมาให้ทาน วันนึงผมนั่งรถไฟฟ้าได้ยินเด็กมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งแถวๆสยามพูดคุยกันเรื่องอาชีพที่จะทำว่าเป็นหมอนั้นรายได้ดีทีเดียวอย่างนั้นอย่างนี้ จะเปิดโน่นเปิดนี่ ปลีกตัวจากที่นั่นมาเปิดเองที่นี่ทำๆไปเหอะ แปปๆเงินก็มีเยอะ<<< ทั้งหมดไม่ได้พูดถึงเรื่องการดูแลคนไข้เลย ในหัวคิดแต่เชิงพาณิชย์ โอ้วแล้วลองคิดดูไอ้คนแบบนี้อีก 4-5 ปี มันจะไปเป็นหมอประเภทไหน ตังค์ไม่มารักษาไม่ได้ คงเป็นแบบนั้นแหละ  ผมเคยไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งโดยบัตร 30 บาท ให้ตายเหอะ มาวินิจฉัยแบบง่ายๆมาก ถามอาการคนไข้ทั้งหมด อะไรที่ไม่รู้มันก็บอกไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร ถ้าเป็นแบบนั้นจะให้เราเป็นหมอเองเลยไหมถ้าเรารู้จะไปหาหมอทำไม แม่ผมไปตรวจเต้านมมันดูแบบผ่านๆแล้ววินิจฉัยว่า "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าข้างนี้ไม่เป็นไร อีกข้างก็คงไม่เป็นไร" แล้วก็รีบให้มันผ่านๆไป บางคนบอกผมให้คิดในแง่ดีว่าหมอเขาเหนื่อยนะ บางทีวันๆอาจไม่มีเวลากินข้าวเลยด้วยซ้ำเห็นใจเข้าหน่อย โอ้วมันก็น่าเห็นใจรับแต่อยากจะพูดว่าถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาเป็นซะ ตอนคุณเรียนคุณเห็นภาพตัวเองในอานาคตแล้วว่าจะลงเอยแบบไหน ฉะนั้นอย่ามาโอดครวน ว่าเหนื่อย ผมทำงาน Event เวลานอนยังไม่ค่อยมีเลย คิดๆเคลียร์ โดนด่าทุกวัน ทั้งๆที่ตั้งใจทำให้ดีขึ้นแต่ก็ไม่เคยเพียงพอ เวลาอยู่กับครอบครัวก็น้อย ยังแย่กว่าพวกนั้นอีก แล้วการวินิจฉัยโรคจะมาพูดสั่วๆได้เหรอ พูดให้ผ่านๆไปจะได้จบๆกลับบ้านไปรับตังค์ โถว น่าสงสารสังคมที่อาชีพที่คนอื่นหวังพึ่งพามันถึงยุควิปโยค

เฮ่อ...ผมละเหนื่อยใจกับสังคมที่เน่าแฟ๊ะแห่งนี้ เกลียดคนในสังคมที่สวมหน้ากากกันตลาดเวลา เกลียดพวกลิ้นทองที่ไม่เคยเสนออะไรได้แต่ เออ ออ ห่อหมกไปกับเจ้านายแทบจะเลียตั้งแต่หัวยันเท้า ผมกลัวว่าไม่ช้าก็เร็วตัวผมเองจะเปลี่ยนไปเองโดยที่ไม่รู้ตัวเพื่อให้อยู่รอดในสังคมนี้ กลัวจะต้องต้องกลายเป็นสิ่งที่ตัวเองเกลียดที่สุด แต่ตราบใดที่ยังอยู่ในสังคมแบบนี้ไม่ช้าก็เร็วเท่านั้นที่เราจะต้องเปลี่ยน เปลี่ยนโดยไม่เต็มใจ มีทางไหนนะที่จะทำให้เราหลุดพ้นซะทีนอกจากความตาย(ไม่ได้หมายถึงฆ่าตัวตายนะ ครับอย่าเข้าใจผิด) 

ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่สุดจะอัดอั้นแต่หวังว่าจะมานำเสนอในบทความต่อไปครับ

บทความนี้ไม่ได้เป็นบทความที่มีสาระดีเด่อะไรเป็นแค่การสะท้อนมุมมองจากที่สัมผัสมาจากตัวเอง แต่ว่าได้เห็นถึงปัญหาที่เรากำลังเพิกเฉยกันอยู่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้อาจจะทำให้หลายๆคนที่มองแบบผมรู้สึกได้ว่าไม่ได้มีท่านเพียงผู้เดียวที่คิดเพี๊ยนๆโดยลำพัง อย่างน้อยๆยังมีคนเพี๊ยนๆที่คิดขวางๆแบบผมอยู่เป็นเพื่อนครับ ช่วยกันติตชมด้วยครับผมขอบคุณครับ