Artist or Musician
posted on 26 Oct 2009 22:51 by nanofarmมีคนเคยบอกไว้ว่าดนตรีเปรียบเสมือนแฟร์ชั่น มันก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย
มีการประยุกต์เพื่อให้เกิดอะไรใหม่ๆเสมอ
เป็นประโยคหนึ่งประโยคที่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อย คอยทำตามความฝันที่พรั่งพรูเหนือสิ่งอื่นใดมาหยุดยั้ง และไม่รู้อนาคตว่าเมื่อถึงวันนี้ไม่มีโอกาสกลับไปทำเยี่ยงนั้นได้อีก การได้ยินจากปากผู้ที่เป็นรุ่นพี่ที่มากประสปการณ์ทางดนตรีคนหนึ่งกล่าวเอาไว้เมื่อตอนที่ยังบ้าคลั่งกับ Heavy Metal โดยไม่เคยคิดว่าดนตรีแนวที่เรายึดถือเป็นแนวทางจะมาแปรสภาพไปตั้งแต่ปี คศ.กระดิกเป็นปี 2000 กลายเป็นกระแส Modle Rock เน้นจังหวะที่เร้าใจดุดันบวกกับซาวด์เครื่องดนตรีใหม่ๆที่นำมาผสมผสานได้อย่างปฎิเสธไม่ได้ว่าความเป็นแนว ROCK ได้วิวัฒนาการไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามมันยังคงความเป็น Rock อยู่ แค่แปรรูปให้ดูล้ำหน้าไม่ซ้ำใครไปอีกขั้นจนซ้ำซากจำเจในปัจจุบันในที่สุด
ยุคของกีตาร์ฮีโร่ได้หมดลงไปจากคนรุ่นหลังไปแล้วหรือนี่!!! คำตอบที่ยังพบเจอคือ ไม่ใช่..ยังมีกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่เริ่มเล่นดนตรีและนำสิ่งเก่าๆมาเล่าเรื่องใหม่โดยการศึกษาถึงกลไก และความซับซ้อนทางดนตรีในยุคอดีตจนซึมลึกลงไปในสายเลือดกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Basic แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่ย่อมต้องก้าวข้ามคนรุ่นเก่าเสมอๆไม่เช่นนั้นแล้วการพัฒนาจะหยุดลงทันที ผมรู้สึกปิติเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่อายุยังไม่ถึง 15-16 หันไปแกะเพลงเรียนรู้จากวงดนตรีเก่าๆสมัยที่บุพการีพวกเขายังละอ่อนอยู่ การเรียนรู้เพื่อความเข้าใจในดนตรีไม่ว่าจะสายไหนก็แล้วแต่เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับความคิดใหม่ๆของตนเองนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เรียนรู้ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งและเมื่อนำมาใช้ให้ลืมมันไปให้หมด (ประโยคดังกล่าวผมแอบนำมาใช้จาก บทความของ อาจารย์ ปราช อรุณรังษี) ทำไมเมื่อนำมาใช้จึงต้องลืมมันให้หมดล่ะ ก็เพราะว่าเมื่อนำมาใช้จริงมันควรจะออกมาจากความรู้สึกที่สั่งให้บรรเลงโดยอัตโนมัตตามสัญชาตญาณมากกว่ามานั่งวิตกกังวล นั่นคือปรัชญาอย่างหนึ่งฟังแล้วคล้ายๆกับเคร็ดหมัดไทเก็กยังไงยังงั้น แต่มันควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะสิ่งนั้นทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Improvise แปลเป็นฉบับเข้าใจง่ายๆว่า การมั่วอย่างถูกต้องตามทฤษฏีนั่นเอง
เอาล่ะเราพูดถึงแนวทางการเป็นนักดนตรีที่มีทั้งผู้ประสบความสำเร็จและหายตายจากกันไปแล้ว ทีนี้เรามาพูดถึงตัวแปรของแฟร์ชั่นที่เข้ามาทำลายวงจรเหล่านี้กันเสียที ด้วยความเป็นแฟร์ชั่นใน Style ของศิลปะ มีช่องว่างมากเกินไปทำให้ความเป็น Marketing มีบทบาทเข้ามาแปรสภาพมันอีกครั้ง ที่ผมจะพูดหมายถึงในประเทศโลกที่สามประเทศนี้ การโปรโมทเพลงของต้นสังกัดแต่พองามนั่นเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อให้ผลงานของศิลปินได้กระจายสู้ผู้ฟังจนเกิดกลุ่ม FC ขึ้น(ไม่ใช่สโมสรฟุตบอลครับ) เมื่อเกิด FC ย่อมเกิดรายได้ เมื่อเกิดรายได้ต้นสังกัดได้กำไร <<<มันคือกลไกที่ถูกต้อง แต่สิ่งไม่ถูกต้องคือในปัจจุบันมีแต่โปรโมทจนเกินงาม เกินกว่าคุณภาพของศิลปินที่ดีแต่กายหยาบที่สุดแสนเพอร์เฟคแต่หาความเป็นศิลปินไม่ได้ ไม่ได้มีแนวคิด ไม่ได้มีจิตวิญญาณ ไม่ได้มีแม้กระทั่งความตั้งใจจริงๆที่จะสร้างสรรค์ผลงาน ทุกอย่างผ่านการสุ่มของมือทองไปควานหาตามสถานแหล่งรวมวัยรุ่นแนวๆที่ทำตัวทันสมัยแต่ความคิดความอ่านไม่พัฒนาย่านกลางเมือง สิ่งที่ได้มาคือ หนุ่ม หรือสาว ที่หน้าตาน่ารัก หล่อเท่ มาขัด มาเกลา มาอบรม ดันๆๆๆๆๆ กันจนคิดว่าคนนี้แหละขายได้ อ่าว...จริงๆ เขาคิดกันอย่างนี้แหละ ขายได้ ขายไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบุคคลผู้มีอำนาจมอบโอกาสสู่คนอื่นๆ คิดแค่ว่า ขายได้ ขายไม่ได้ โครงการสำหรับผู้กล้าล่าฝันทั้งหลายแหล่เพื่อเฟ้นนักร้องหน้าใหม่ที่มีกลไกทางตลาดหลอกใครต่อใครให้โหวตตุ๊กตา 1 ตัวได้โอกาสนั้นไปในที่สุดมันเป็นธรรมแล้วรึ ผมไม่อยากเชื่อว่าในบันดา 8-10 คนที่ยืนอยู่บนเวทีแห่งนั้นจะหาใครที่มีความสามารถกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เยอะครับคนร้องเพลงดีกว่านี้เป้นหมื่นๆคนครับ เน้นครับเป้นหมื่นๆคน แต่เขาขายไม่ได้เลยกลายเป็นคนร้องเพลง
และมีคนๆนึงซึ่งบุคคลๆนี้เป็นโปรดิวเซอร์ค่ายยักใหญ่ค่ายหนึ่งในประเทศโลกที่สามนี้บอกผมว่ารู้ไหมว่า ศิลปิน ต่างกับ นักดนตรี อย่างไร คำตอบที่ได้ฟังคือ " ศิลปินคือคนที่เป็น idol มีอิทธิพลต่อประชาชน แต่นักดนตรีคือคนที่แค่คนเล่นดนตรี " ด้วยประโยคนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าผมคิดผิดมาโดยตลอดใช่ไหมว่าอะไรคืออะไร การฟังจากคนที่แก่กว่าก็ไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป สิ่งเหล่านี้ยิ่งกลับมาตอบตัวของผมเองว่า ไม่ใช่หรอก!!! ศิลปินคือคนที่เดินบนเส้นทางตามอุดมการณ์ มีวิถีในงานศิลปะของตัวเองต่างหาก นักดนตรีธรรมดาๆก็เป็นศิลปินได้ หากแต่ว่าตุ๊กตาหลายๆตัวที่พยามยามทำให้มันเป็นศิลปินต่างหากเล่า ที่มันไม่ใช่ศิลปินแต่มันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตีตราว่าศิลปิน นี่แหละที่ทำให้คิดได้ว่าจุดล้มเหลวของวงการเพลงไทยมันคือสิ่งเล็กๆตรงนี้แหละ วงดนตรีดังๆมากมายนำเพลงฝรั่งดีๆมาดัดแปลงเป้นเพลงของตัวเอง ทั้งซาวด์ อารมณ์และสัดส่วนของเพลงนั้นๆแทบจะถอดออกมาจากต้นฉบับ แต่ก็มีคำแก้ต่างว่า เฮ๊ย! ดนตรีก็มีโน๊ตแค่นี้แหละมันวนเวียนไปมาได้ๆ เข้าใจนะว่าเพลงที่เราชื่นชอบควรค่ายิ่งให้เป็นแรงบันดาลใจ แต่ไม่ใช่การลอกเลียน บทเพลงเหล่านี้โด่งดังมากในกลุ่มส่วนใหญ่ของประเทศนี้ คนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยฟังเพลงแนวแปลกๆจากต่างประเทศ คนส่วนใหญ่ที่โลกทัศน์ในการฟังเพลงแคบ หรือบางศิลปิน Coppy แม้กระทั่งเพลงตัวเอง ช่างน่าขำเสียจริงๆ จนเกิดคำว่า "เพลงขยะ" คนกลุ่มหนึ่ง Anti เพลงพวกนี้และหันไปสนใจกับเพลงที่ทำโดยไม่หวัง marketing หรือที่เราเรียกกันตามภาษาวัยรุ่นว่าแนว INDY
คำว่า INDY ไม่ได้อนุมานว่าเป็นแนวเพลง ซึ่งหลายๆคนเข้าใจผิด จะเป็นแนวไหนก็ได้ Rock Pop Jazz Funky Emo ได้หมดแต่ว่าคำๆนี้มันมาจากคำว่า Independent มีความหมายว่า อิสระ นั่นหมายถึงการทำเพลงอย่างไร้ซึ่งข้อกำหนด อยากทำอะไรก็ทำ อยากใส่ไรก็ใส่ ตามความคิดของตัวเองโดยไม่สนใจว่าขายได้หรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งคือคนแค่ไม่กี่กลุ่มที่ฟังพวกเขาแล้วเข้าใจว่าต้องการสื่ออะไรให้เห็น ให้ได้ยิน ให้สัมผัส ถ้าจะให้ความหมายของคำๆนี้ว่าบ่งบอกอะไร คำตอบคือ "อุดมการณ์" ในยุคแรกๆของ Indy มันยังมีอุดมการณ์อยู่ แต่ผ่านมาจนปี 2009 ครับ Indy แปรสภาพไปอีกแล้วเมื่อวายร้ายตัวเก่าเหยียบเข้ามา มันคือ Marketing สิ่งๆนี้เข้ามาทำให้มุมมองเปลี่ยนไปมันคือคำที่เมื่อไปใช้ในอะไรก็ตามมันขายได้ หลายวงๆที่ไปดูการเล่นสดมาให้ตายเถอะไม่อยากเชื่อว่า นอกจากมันแต่งตัวมี Style และหน้าตาดีแล้ว อะไรที่ทำให้ได้มาเป็นศิลปิน ดูๆไปแล้วอารมณ์เหมือนคุณจับเด็กน้อยตัวจ้อยๆที่ตีเป็นอยู่ 4 คอร์ด ทำซาวด์รกๆเล่นอะไรไม่ชัดเจนซาวด์บนเวทีตีกันนัวมั่วซั่วไปหมด มาเหวี่ยงกีตาร์ไปมาเพื่อสร้าง movement และถอด Look มาจากวงประเทศอังกฤษยังไงยังงั้น วงแบบนี้เกลื่อนมากในยุคนี้ ไม่มีคุณภาพ ไม่มีอะไรที่ดูแล้วมีคุณค่า มีแต่คำว่าขายได้ กับขายไม่ได้เท่านั้น สิ่งเหล่านี้แหละคือตัวป่วนกระแสศิลปะเป็นเงินตรา เปลี่ยนศิลปินเป็นผลิตภัณฑ์ มันฝังร่างลึกเกินกว่าจะถอน ฝังลงไปในจิตของคนส่วนใหญ่ซะแล้ว
อะไรๆก็เปลี่ยนไปหมด มุมมองคุณอาจจะมองว่าดีแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่นี่ อาจเป็นผมต่างหากที่ใจแคบกับสิ่งใหม่ๆกับอะไรที่เปลี่ยนไปจนเราตามไม่ทัน อะไรที่รสนิยมเปลี่ยนไปแต่ความคิดไม่เคยพัฒนา มีประโยชน์อะไรที่เปลี่ยนไปแค่กายหยาบเท่านั้น คนเรานั้นจะอยู่อย่างเป็นคนโดยสมบูรณ์ได้อย่างไรหากขาดซึ่งวิถีความเป็นตัวเอง เงินรึที่ซื้อคุณได้ คำตอบนั้น คุณเป็นคนเลือก มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่หาโอกาสให้ตัวเองเลือกเสมอ แต่มนุษย์ก็เป็นเผ่าพันธ์เดียวเช่นกันที่เลือกเดินผิดทุกครั้งที่มีโอกาสจนทำให้ทุกอย่างที่สร้างมันถูกทำลาย